เทคนิคจัด “ฮวงจุ้ยทางเข้าบ้าน” ให้ชีวิตราบรื่น

ให้ชีวิตราบรื่น
ทุกคนต้องการชีวิตที่สมดุลอย่างแน่นอน แต่ถ้าการทำ ให้ชีวิตราบรื่น  สมดุลนั้นทำได้ง่ายๆ ด้วยการจัดเรียงเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน ทำความสะอาดเคาน์เตอร์ หรือห้องครัวแล้วสัมฤทธิ์ผลก็คงจะดี แต่แท้จริงแล้วมันมีอะไรซับซ้อนกว่านั้น แต่ก็ไม่ได้ยากเพราะเพียงขอให้จำหลักการง่ายๆ ไว้เพียงแค่ว่าให้มีพลังไหลเวียนในอากาศซึ่งจะทำให้ชีวิตกลมกลืนมากยิ่งขึ้น ลองมาเริ่มต้นจากบริเวณทางเข้าหน้าบ้านกันก่อน

บริเวณทางเข้าบ้าน

1.เคลียร์ความรก ความยุ่งเหยิงบริเวณทางเข้า

ตรงประตูทางเข้าบ้านนั้นถือเป็นปากของบ้านที่พลังงาน หรือพลังชี่ซึ่งนำความมั่นคง ความโชคดีไหลเวียนเข้ามา ดังนั้นเพื่อให้พลังงานไหลเวียนอย่างเป็นอิสระ ดังนั้นเราจึงแนะนำว่าไม่ควรให้บริเวณนี้มีอะไรกีดขวาง

2.เพิ่มโคมไฟ หรือติดกระจก
ทางเข้าบ้านที่สดใส สว่างจะยิ่งทำให้พลังชี่ไหลเวียนได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการนำโคมไฟ หรือกระจกมาติดประดับในบริเวณนี้จะช่วยสะท้อนแสงบริเวณรอบด้าน แต่การติดกระจกต้องระวังว่าอย่าหันหน้าไปทางประตูหน้าบ้านเพราะมันจะกลับกลายเป็นการสะท้อนพลังดีๆ ออกไปนอกบ้าน

3.แขวนงานอาร์ตสวยๆ

การเลือกผลงานศิลปะเข้ามาประดับตกแต่งในบ้านนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ หลักการง่ายๆ เลยคืองานอาร์ตที่นำมาประดับในบริเวณนี้ควรเป็นงานศิลปะที่น่ามอง เห็นแล้วควรเป็นภาพที่นำมาซึ่งความสุข อย่าใช้ภาพเศร้าๆ หรือรูปของผู้เสียชีวิตมาติดประดับในบริเวณนี้…

การออกแบบบ้านสไตล์ญี่ปุ่น ไอเดียเนรมิตห้องสไตล์เซน กลิ่นอายมินิมอล ที่ใคร ๆ ก็หลงรัก

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า บ้านแบบญี่ปุ่น เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะความน้อยแต่มาก เรียบง่ายแต่อบอุ่น จึงโดนใจคนทุกเพศ ทุกวัย ไม่ใช่แค่สาวกแดนปลาดิบ ที่สำคัญบ้านแบบญี่ปุ่นยังมีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครอีกต่างหาก ไอเดียเนรมิตห้องสไตล์เซน กลิ่นอายมินิมอล

ฉะนั้นวันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยถือโอกาสรวบรวมเคล็ดลับการออกแบบบ้านสไตล์ญี่ปุ่นมาฝาก เผื่อใครอยากตกแต่งบ้านหรือตกแต่งคอนโดสไตล์เซน แต่ยังสับสนและจับทางไม่ถูก เอาเป็นว่าจะมีหลักการอย่างไร ของตกแต่งเป็นแบบไหน และนิยมใช้เฟอร์นิเจอร์อะไรบ้าง ตามมาดูกันได้เลยค่ะ

1. ให้ความสำคัญกับธรรมชาติไอเดียเนรมิตห้องสไตล์เซน
เพราะคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติมาก จึงมักจะนำไม้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบและตกแต่งเสมอ ไม่ว่าจะด้านโครงสร้างที่มักจะใช้ไม้ทำพื้น ผนัง ประตู หน้าต่าง หรือด้านการตกแต่งที่มักจะใช้ไม้ทำฉากกั้น เฟอร์นิเจอร์ และของกระจุกกระจิก โดยไม้ที่นิยมนำมาใช้ในบ้านบ่อย ๆ ได้แก่ ไม้ไผ่ ไม้เมเปิ้ล ไม้ฮิโนกิ ไม้เฮมล็อก และไม้สนแดง

ฉะนั้นถ้าหากใครอยากสร้างบรรยากาศบ้านแบบญี่ปุ่นละก็ ห้ามพลาดงานไม้และงานธรรมชาติอย่างเด็ดขาด รวมถึงอย่าลืมตกแต่งด้วยต้นไม้ญี่ปุ่น เช่น ต้นไผ่หรือต้นบอนไซด้วย ทว่าเอาจริง ๆ จะปลูกต้นอะไรในบ้านก็ช่วยสร้างความเป็นธรรมชาติแบบญี่ปุ่นได้ทั้งนั้น เพียงแค่ต้องเน้นต้นไม้ที่เรียบง่ายและมีสีเขียวเป็นหลัก นอกจากนี้บ้านญี่ปุ่นยังนิยมเชื่อมต่อพื้นที่ภายในเข้ากับธรรมชาติภายนอกอีกด้วย ดังนั้นถ้าหากใครมีสวนสดใสรอบบ้าน ก็อย่าลืมทำหน้าต่างขนาดใหญ่ให้มองเห็นได้ชัดด้วยล่ะ

2. เน้นสีแนวเอิร์ธโทน

ไอเดียเนรมิตห้องสไตล์เซน

หลักสำคัญอีกหนึ่งอย่างของการออกแบบบ้านสไตล์ญี่ปุ่น คือ สีแนวเอิร์ธโทน โดยโทนสียอดนิยมของญี่ปุ่นมีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีน้ำตาลที่มาจากไม้ สีเขียวที่มาจากต้นไม้ และสีเทาที่มาจากกระเบื้องหิน ฉะนั้นถ้าหากใครอยากออกแบบและตกแต่งบ้านให้ได้กลิ่นอายแบบญี่ปุ่น พยายามผสมผสานโทนสีเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน เลือกเฉดสีของเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่แตกต่างกันมากเกินไป แล้วค่อยเน้นลูกเล่นพิเศษจากพื้นผิวของวัสดุ เช่น งานไม้หรืองานสาน เพื่อความไม่น่าเบื่อแทน

3. ตกแต่งน้อยชิ้น แต่มากฟังก์ชั่น

ไอเดียเนรมิตห้องสไตล์เซน

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นมักจะมีเฟอร์นิเจอร์ไม่ค่อยเยอะ ต่างจากบ้านของคนไทยส่วนใหญ่ที่มักจะมีข้าวของและเฟอร์นิเจอร์เพียบ ดังนั้นถ้าหากใครจะตกแต่งบ้านสไตล์ญี่ปุ่น ให้คำนึงถึงการใช้งานเอาเป็นหลัก โดยเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่มีฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย ดีไซน์เรียบง่าย ดีเทลไม่เยอะ และใช้วัสดุจากธรรมชาติ ส่วนการจัดวางก็พยายามให้อยู่เป็นกลุ่ม ไม่กระจาย มีที่ว่างสำหรับทางเดิน เช่น จัดเข้ามุมหรือวางชิดผนัง เท่านี้ก็จะช่วยให้บ้านมีความมินิมอลแบบญี่ปุ่นได้ง่าย ๆ แล้วค่ะ

4. เปิดช่องให้แสงผ่าน

ไอเดียเนรมิตห้องสไตล์เซน

ไม่ว่าจะหลังเล็กหรือหลังใหญ่ การออกแบบภายในบ้านสไตล์ญี่ปุ่นจะเน้นความโล่ง โปร่ง และสบายเป็นหลัก ซึ่งปัจจัยสำคัญก็มาจากการเปิดบ้านให้แสงธรรมชาติสาดส่องอย่างทั่วถึง โดยวิธีการง่าย ๆ คือ การใช้หน้าต่างขนาดใหญ่รอบบ้าน การเจาะเพดานเพื่อทำสกายไลท์ และการใช้ม่านแบบเรียบง่ายและโปร่งแสง เอาเป็นว่าถ้าหากใครอยากให้บ้านสว่างและสดใสแบบญี่ปุ่น ก็ลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ

5. เพิ่มสีสันด้วยสติ๊กเกอร์

ไอเดียเนรมิตห้องสไตล์เซน

ถึงแม้บ้านสไตล์ญี่ปุ่นจะเน้นความเรียบง่าย อบอุ่น แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะถ้าหากโทนสีธรรมชาติไม่ใช่สไตล์ของคุณ ก็สามารถเพิ่มลวดลายและสีสันเข้าไปได้ ด้วยสติ๊กเกอร์ติดผนังแบบญี่ปุ่นหรือ Wall Sticker ซึ่งหาซื้อได้ง่ายตามร้านค้าทั่วไป แถมมีให้เลือกหลากหลายลาย ที่สำคัญเวลาแกะออกไม่ทิ้งคราบตกค้าง ถ้าหากใครอยากเพิ่มความเป็นญี่ปุ่นให้มากขึ้นกว่าเดิม อย่าลืมตกแต่งเข้าคู่กับเฟอร์นิเจอร์ทรงเตี้ย ทั้งโต๊ะ ตู้ และเก้าอี้ เพราะจะช่วยให้ห้องกว้างขวางและน่าอยู่แบบชาวเจแปนนิสนั่นเอง

6. จัดเก็บตู้เสื้อผ้าให้เป็นระเบียบเรียบร้อย

ไอเดียเนรมิตห้องสไตล์เซน

ถ้าหากสังเกตดี ๆ จะเห็นได้ว่า ตู้เสื้อผ้าของญี่ปุ่นไม่เหมือนกับตู้เสื้อผ้าของไทย โดยตู้เสื้อผ้าญี่ปุ่นเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โอชิ-อิเระ (Oshi-ire) มีลักษณะเป็นตู้สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มาพร้อมกับประตูบานเลื่อน ส่วนภายในแบ่งออกเป็นสองชั้น บนกับล่าง มีไม้พาร์ติชั่นแข็งกั้นตรงกลางตามแนวนอน ความลึกประมาณฟูกพับครึ่ง ซึ่งทุกวันนี้มักจะมีราวแขวนเสื้อติดมาด้วย แต่บางครั้งก็เป็นตู้โล่ง ๆ ไม่มีอะไรภายใน เพราะสามารถเลือกซื้ออุปกรณ์เสิรมได้ต่างหากตามต้องการ เนื่องจากคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเน้นพับเสื้อผ้าเก็บใส่กล่อง ตะกร้า ลิ้นชัก เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงามสะอาดตา อีกทั้งยังทำให้มองหาและหยิบใช้ได้ง่ายด้วย ถึงขนาดมีวิธีการจัดตู้เสื้อผ้าแบบญี่ปุ่นโดยเฉพาะเลยล่ะ

7. โต๊ะโคทัตสึและเสื่อทาทามิต้องมี

ไอเดียเนรมิตห้องสไตล์เซน

ใครอยากตกแต่งบ้านให้ได้อารมณ์ญี่ปุ่นง่าย ๆ เพียงแค่หาเสื่อทาทามิ (Tatami) มาปู และโต๊ะโคทัตสึ (Kotatsu) มาตั้ง ก็จะทำให้ห้องทั้งห้องมีบรรยากาศเหมือนแดนปลาดิบแบบชิล ๆ แล้ว เพราะไอเทมทั้งสองถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของบ้านสไตล์ญี่ปุ่น ถ้าหากลองสังเกตตามซีรีส์หรือการ์ตูนแทบทุกเรื่อง จะเห็นว่ามีเสื่อและโต๊ะกลางห้องโถงบ้านตลอด โดยโต๊ะโคทัตสึจะมีลักษณะเป็นโต๊ะไม้เตี้ย ๆ สไตล์ญี่ปุ่น ที่ปกคลุมไปด้วยผ้าห่มหนา ๆ รอบด้าน แถมยังมีเครื่องทำความร้อนข้างใต้ ซึ่งคนญี่ปุ่นจะชอบมานั่งคลายหนาวกันที่นี่ ส่วนสำหรับคนไทยที่อยากแต่งบ้านด้วยโต๊ะแบบนี้ คงต้องเอาเครื่องทำความร้อนออกซะก่อน ส่วนผ้าห่มจะเอาออกเพื่อให้เข้ากับสภาพอากาศบ้านเราก็ได้ หรือจะเก็บไว้เพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นก็ดี แถมยังช่วยบรรเทาความหนาวเย็นจากแอร์ได้อีกด้วยนะ

8. ประตูบานเลื่อนคือไอเทมสำคัญ

ไอเดียเนรมิตห้องสไตล์เซน

บ้านสไตล์ญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักจะมาพร้อมกับประตูบานเลื่อนหรือประตูโชจิ (Shoji) เนื่องจากบ้านญี่ปุ่นมีข้อจำกัดเรื่องเนื้อที่ เลยต้องหันมาใช้ประตูบานเลื่อนเพื่อช่วยเซฟพื้นที่ใช้สอย แถมยังช่วยให้ความโปร่ง ไม่บล็อกวิว และไม่บล็อกแสงอีกต่างหาก โดยส่วนใหญ่ประตูโชจิแท้จะทำจากกรอบไม้และกระดาษโปร่งแสง ทว่าปัจจุบันมีการประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น จึงนิยมทำจากกรอบไม้และกระจก พร้อมมีช่องไม้เป็นตารางสี่เหลี่ยมภายในแทน รับรองแค่เปลี่ยนมาใช้ประตูบานเลื่อนหรือประตูโชจิ ก็ช่วยเพิ่มความเป็นญี่ปุ่นให้กับบ้านได้ง่าย ๆ แล้ว

9. ทางเข้าบ้านมีห้องเก็บรองเท้า

ไอเดียเนรมิตห้องสไตล์เซน

อีกหนึ่งสิ่งที่บ้านสไตล์ญี่ปุ่นต้องมีก็คือห้องรองเท้าหรือเก็นคัง (Genkan) ซึ่งจะอยู่บริเวณทางเข้าบ้าน เป็นห้องสำหรับเก็บรองเท้าและเปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าบ้าน โดยบรรยากาศส่วนใหญ่จะเป็นห้องไม้ เรียบ ๆ โล่ง ๆ โปร่ง ๆ สว่าง ๆ ที่สำคัญต้องสะอาดสะอ้านและเต็มไปด้วยตู้เก็บรองเท้ามากมาย หรือที่เรียกว่า getabako บอกเลยถ้าหากใครอยากให้บ้านมีกลิ่นอายญี่ปุ่น ห้ามพลาดต่อเติมเก็นคังหน้าบ้านเด็ดขาด

จะเห็นได้ว่าจุดเด่นหลัก ๆ ของบ้านสไตล์ญี่ปุ่นก็คือ ความโล่ง โปร่ง สบาย และเป็นธรรมชาติ ฉะนั้นถ้าหากใครอยากสร้างบรรยากาศให้เหมือนอยู่ในญี่ปุ่นทุกวัน ก็ลองนำไปออกแบบและตกแต่งตามกันดูนะคะ

“รอย คีน” ให้กำลังใจหงษ์แดง เร่งเครื่องแซงสเปอร์ส

“รอย คีน” ตำนานห้องเครื่องมหาประลัยของ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ยอดทีมแดนผู้ดี ออกมาวิเคราะห์หลังเกมที่ “ลิเวอร์พูล” เร่งเครื่องบดเอาชนะ “ทอตแนม ฮอตสเปอร์” 2-1

คีน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันที่ 29 ต.ค. ว่า รอย คีน ห้องเครื่องระดับตำนานของ “ปิศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ออกมาวิเคราะห์หลังเกมที่ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เร่งเครื่องบดเอาชนะ “ไก่เดือยทอง” ทอตแนม ฮอตสเปอร์ 2-1

เป็นที่เข้าใจกันว่า ทีมเยือนบุกมาลูบคมตั้งแต่ 1 นาทีแรกจากจังหวะ ตามโขกซ้ำเน้นๆ ของ แฮร์รี เคน แต่ทว่าลูกทีม เยอร์เกน คลอปป์ มารัวแซงคืนทีเดียว 2 ลูกจาก จอร์แดน เฮนเดอร์สัน นาทีที่ 52 และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ นาทีที่ 75 (จุดโทษ)

ล่าสุด รอย คีน ออกมากล่าวว่า “พวกเขา (ลิเวอร์พูล) สมควรได้รับชัยชนะ พวกเขาเป็นทีมที่ดีกว่า ด้วยความสัตย์จริง ลูกทีม เยอร์เกน คลอปป์ เล่นเหมือนที่จะเป็นแชมเปียนส์ พวกเขาตอบสนองได้ดีจากเกมนัดที่แล้วที่บุกไปเสมอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พวกเขาเป็นทีมที่ดีจริงๆ”…

เรื่องต้องควรรู้ ก่อนต่อเติมบ้าน ทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย

เรื่องต้องควรรู้ เมื่ออยาก ต่อเติมโรงรถ ต่อเติมห้องครัว ต้องขออนุญาตไหม มาดู 3 เรื่องควรรู้ก่อนต่อเติมบ้าน ทำแบบไหนไม่ผิดกฎหมาย และไม่มีปัญหากับเพื่อนบ้านเรื่องต้องควรรู้ หลาย ๆ ครั้งที่ การต่อเติมบ้าน กลายเป็นปัญหาใหญ่ บางคนก็ทะเลาะกับเพื่อนบ้าน บางคนก็โดนปรับและต้องรื้อถอนเพราะต่อเติมบ้านผิดกฎหมาย ก่อนจะต่อเติมบ้านมาดูกันว่าการต่อเติมบ้านแบบไหนที่ต้องขออนุญาต รวมถึงการต่อเติมบ้านอย่างไรให้ถูกกฏหมาย และไม่มีปัญหากับเพื่อนบ้านตามมา

การต่อเติมบ้าน ต้องขอนุญาตหรือไม่

คำถามที่ว่า จะต้องขออนุญาตก่อนต่อเติมบ้านหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบการก่อสร้าง หากมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือส่วนต่าง ๆ ของอาคารที่สร้างไว้แล้วผิดไปจากเดิม ได้แก่ เพิ่ม เติม ลด ขยาย ลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก ที่ไม่ใช่การซ่อมแซมหรือการดัดแปลงอาคารตามที่กฎหมายกำหนด ควรทำหนังสือขออนุญาตและยื่นเอกสารให้กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นพิจารณาก่อนเสมอ สำหรับการต่อเติมบ้านที่ต้องขออนุญาต ได้สรุปแนวทางไว้ดังนี้ คือ

1. ขยายพื้นที่ชั้นใดชั้นหนึ่งของอาคารมากกว่า 5 ตารางเมตร

2. เปลี่ยนหรือขยายหลังคาให้ปกคลุมเนื้อที่มากขึ้นกว่าเดิม

3. มีการเพิ่ม-ลด หรือเปลี่ยนจำนวนเสา คาน บันได และผนัง

ต่อเติมบ้านแบบไหน ไม่ผิดกฎหมาย

เรื่องต้องควรรู้

1. มีพื้นที่ว่างไม่น้อยกว่า 30%

หลังจากต่อเติม จะต้องมีที่ว่างหรือพื้นที่ที่ไม่มีหลังคาปกคลุม อย่างน้อย 30% ของพื้นที่

เรื่องต้องควรรู้

2. ต้องได้รับการยินยอมจากบ้านข้างเคียง

หากมีการต่อเติมบ้านชิดเขตที่ดินของผู้อื่น ต้องมีหนังสือยืนยันว่า ได้รับการยินยอมจากเจ้าของที่ดินข้างเคียง ในกรณีที่เจ้าของที่ดินข้างเคียงไม่ยินยอม ก็สามารถต่อเติมบ้านได้แต่ต้องทำเป็นผนังทึบ และเว้นระยะห่างจากเขตที่ดินอย่างน้อย 0.50 เมตร

เรื่องต้องควรรู้ 3. ผนังที่มีช่องเปิดควรสร้างห่างจากรั้วอย่างน้อย 2 เมตร

ผนังที่มีช่องเปิด เช่น ประตู หน้าต่าง หรือระเบียงของบ้านที่มีความสูงไม่เกิน 9 เมตร ต้องอยู่ห่างจากเขตที่ดินข้างเคียงไม่น้อยกว่า 2 เมตร ส่วนอาคารที่มีความสูงเกิน 9 เมตร แต่น้อยกว่า 23 เมตร ผนังและระเบียงต้องอยู่ห่างจากเขตที่ดินข้างเคียงไม่น้อยกว่า 3 เมตร

เรื่องต้องควรรู้ การต่อเติมบ้านที่ไม่ได้ขออนุญาต มีโทษหรือไม่

ทั้งนี้ หากมีการต่อเติมบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือต่อเติมบ้านผิดไปจากแบบแปลนที่ยื่นขอไว้ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้ามีแพลนกำลังจะต่อเติมบ้าน ก็ควรศึกษารายละเอียดและดำเนินการตามขั้นตอนและต่อเติมบ้านตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากับเพื่อนบ้านหรือโดนรื้อถอนในภายหลัง

พื้นที่สีเขียว เพื่อสวนเล็กๆ ในบ้าน

พื้นที่สีเขียว เพื่อสวนเล็กๆ ในบ้าน

พื้นที่สีเขียว เพื่อสวนเล็กๆ ในบ้าน

ในบ้าน
คงต้องยอมรับว่าต้นไม้มีส่วนช่วยจรรโลงจิตใจให้สดชื่นและนิ่งสงบลงได้จริง สังเกตง่ายๆ บ้านหลังไหนที่มีต้นไม้อยู่รอบๆ บ้าน เวลาเรามองแล้วยิ่งรู้สึกสบายตา น่าอยู่ แต่สำหรับชาวคอนโดที่มีข้อจำกัดเรื่องการปลูกต้นไม้ใหญ่ หรือแม้แต่พนักงานออฟฟิศที่วันๆ นั่งอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ในใจอยากปลูกต้นไม้เหมือนคนมีบ้าน แต่ติดปัญหาตรงที่ไม่มีพื้นที่ เราบังเอิญไปเห็นไอเดีย “สวนเล็กในบ้าน” ของสองสาวที่รักและชื่นชอบการปลูกต้นไม้ เลยอยากนำเสนอกระถางต้นไม้ใบน้อย ที่จะช่วยเติมเต็มความสดชื่นให้กับคนที่มีข้อจำกัดเรื่องเนื้อที่ปลูกต้นไม้

ในบ้าน
“สวนเล็กในบ้าน” เป็นแบรนด์ไอเดียขายพื้นที่สีเขียวขนาดเล็ก หรือกระถางต้นไม้จากซีเมนต์ของสองสาวเพื่อนซี้อย่างวัชรี คร้ามอยู่ และจุฬารัตน์ มัณยานนท์ ที่แม้จะมีงานประจำทำอยู่แล้ว แต่ด้วยใจรักและเข้าใจหัวอกของคนที่ต้องอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ คอนโดมิเนียม และอยากปลูกต้นไม้ แต่เนื้อที่ไม่เพียงพอ จึงคิดประดิษฐ์กระถางซีเมนต์หลากดีไซน์ขึ้นมาจำหน่าย ” ปกติชอบงานซีเมนต์อยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่ามันเป็นงานแบบดิบๆ ที่ไม่เนี้ยบจนเกินไป แล้วเราก็มีโอกาสไปเห็นงานดีไซน์ของประเภทนี้จากเว็บไซต์ต่างประเทศ บวกกับปกติเป็นคนชอบทำงานประดิษฐ์ จึงทดลองทำแบบและหล่อกระถางซีเมนต์ขึ้นมาเอง”

ในบ้าน

แม้ “สวนเล็กในบ้าน” จะเพิ่งเปิดตัวได้ไม่ถึงปี แต่ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันที่มักพักอาศัยอยู่ภายในคอนโดมิเนียม จึงทำให้สวนเล็กในบ้านของสองสาวได้รับการตอบรับค่อนข้างดี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระถางซีเมนต์เหล่านี้ยังคงเป็นงานดีไซน์ที่ไม่ค่อยได้พบเห็นโดยทั่วไป ” กระถางจากซีเมนต์ เป็นงานที่หล่อขึ้นจากปูนซีเมนต์ โดยพวกเราจะใช้บล็อกที่มีอยู่มากกว่า 20 แบบ ทดลองทำจนได้รูปร่างที่ต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่งานแต่ละชิ้นจะออกมาแตกต่างกัน แม้จะมาจากบล็อกเดียวกันก็ตาม”

ในบ้าน
ข้อดีของกระถางต้นไม้จากซีเมนต์ของ “สวนเล็กในบ้าน” คือการดีไซน์ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร เปลี่ยนความเคยชินจากกระถางดินเผาแบบเดิมๆ เป็นกระถางซีเมนต์ที่ปลูกต้นไม้ได้เหมือนกัน แถมเนื้อของซีเมนต์ที่มีลักษณะพรุนอยู่แล้วยังช่วยคายน้ำหลังจากรดน้ำต้นไม้ไปแล้วได้ค่อนข้างดี

นอกจากนี้ด้วยรูปแบบการดีไซน์ที่ค่อนข้างเรียบ กระถางซีเมนต์ของสวนเล็กในบ้านจึงสามารถเข้ากับบ้านได้ทุกสไตล์ ดังนั้นคนรักต้นไม้จึงสามารถนำกระถางต้นไม้ของสวนเล็กในบ้านไปวางตกแต่งได้ทุกมุมของบ้าน สำหรับบรรดาหนุ่ม-สาวออฟฟิศก็นิยมซื้อกระถางซีเมนต์เหล่านี้ไปตกแต่งประดับบนโต๊ะทำงานเช่นเดียวกัน เพราะไม่กินพื้นที่ แถมต้นไม้ที่เหมาะสมจะปลูกในกระถางประเภทนี้มักเป็นต้นไม้ที่โตช้า จึงไม่ต้องเปลี่ยนกระถางบ่อยๆ

แม้จะมีพื้นที่จำกัด แต่เราก็สามารถเพิ่มสีเขียวอันสดชื่นให้กับชีวิตได้ด้วย “สวนเล็กในบ้าน” ที่ถูกปรับไอเดียและจำลองความร่มรื่นมาอยู่ในกระถางใบน้อย เห็นแบบนี้แล้วอยากได้กระถางต้นไม้มาวางไว้ริมระเบียงกับบนโต๊ะทำงานสักอันหนึ่งแล้วสิคะ

อีสุกอีใส ที่มากับฤดูหนาว อันตรายถึงชีวิต

อีสุกอีใส ที่มากับฤดูหนาว อันตรายถึงชีวิต

อีสุกอีใส ที่มากับฤดูหนาว อันตรายถึงชีวิต

นอกเหนือจากโรคไข้หวัด โรคไข้หวัดใหญ่ โรคหัด โรคหัดเยอรมันแล้ว โรคสุกใสเป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าหนาวนี้เช่นกัน บางท่านอาจไม่คุ้นว่าโรคสุกใสคืออะไร แต่ถ้าพูดว่า “อีสุกอีใส” ก็คงพอจะคุ้นหูกันมากกว่า สมัยก่อนโรคนี้ยังไม่มีทางป้องกัน แต่ปัจจุบันมีวัคซีนช่วยป้องกันให้เราปลอดภัยจากโรคนี้ได้ เรามาทำความรู้จักโรคสุกใสกันนะคะ

อันตรายถึงชีวิต

โรคไข้สุกใส

โรคอีสุกอีใสหรือไข้สุกใส ส่วนใหญ่เกิดกับเด็กเล็ก วัยรุ่น จนถึงวัยหนุ่มสาว แต่ถ้าเป็นในผู้ใหญ่แล้วมักจะมีอาการรุนแรงและมีโรคแทรกซ้อนมากกว่าในเด็ก เมื่อปี พ.ศ. 2553 สำนักระบาดวิทยาได้รับรายงานโรคสุกใสจำนวน 49,189 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 77.22 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน มีผู้เสียชีวิต 3 ราย ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีรายงานผู้เสียชีวิตปีละ 1 ถึง 3 ราย สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากมีโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ และ/หรือ ตับอักเสบรุนแรง การระบาดมักพบในช่วงต้นปีตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน

โรคไข้สุกใสเกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ วาริเซลลา หรือ ฮิวแมนเฮอร์ปี่ไวรัส ชนิดที่ 3 ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด ไวรัสชนิดนี้ติดต่อโดยการหายใจ ไอ จามรดกัน หรือการสัมผัสถูกตุ่มแผลสุกใสหรืองูสวัดโดยตรง หรือสัมผัสถูกของใช้ เช่น ที่นอน ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่เปื้อนตุ่มแผลของผู้ป่วย

อาการ

อันตรายถึงชีวิต

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้วจะใช้เวลาประมาณ 10 ถึง 20 วันจึงจะเริ่มมีอาการ เช่น ไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่นำมาก่อน ต่อมาจึงเริ่มมีผื่นแดงที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกับวันที่เริ่มมีไข้ หรือ 1 วันหลังจากมีไข้ จะเป็นผื่นแดงราบก่อนแล้วจึงเปลี่ยนกลายเป็นตุ่มนูนมีน้ำใสอยู่ภายในและมีอาการคัน ตุ่มน้ำใสนี้มักเริ่มขึ้นที่หนังศีรษะตามไรผมก่อนแล้วจึงลามไปที่ใบหน้า แผ่นหลัง ลำตัว แขนและขา ทยอยขึ้นเต็มที่ภายใน 4 วัน บางคนอาจมีตุ่มแผลขึ้นในช่องปาก ทำให้เจ็บคอ ลิ้นเปื่อย ปากเปื่อย อีกลักษณะที่สำคัญคือตุ่มนูนใสนี้มักจะไม่ขึ้นพร้อมกันทั่วร่างกาย ดั้งนั้นจึงพบว่าบางที่ขึ้นเป็นผื่นแดงราบ ในขณะที่อวัยวะส่วนอื่นขึ้นเป็นตุ่มนูนใส หรือบางที่เป็นตุ่มหนอง หรือบางที่ผื่นสุกที่เริ่มตกสะเก็ด เป็นที่มาของชื่ออีสุกอีใส

การรักษาและวิธีปฏิบัติตัว

1. ผู้ที่เป็นโรคไข้สุกใสส่วนมากจะหายเองได้ แต่ต้องระวังอย่าให้เกิดโรคแทรกซ้อน

2. โรคไข้สุกใสไม่มียาต้านไวรัส ดังนั้นการดูแลรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ เช่น เช็ดตัวลดไข้ ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ กินยาลดไข้เฉพาะพาราเซตามอลเท่านั้น ห้ามกินยาลดไข้ชนิดแอสไพริน เนื่องจากทำให้ตับอักเสบรุนแรงได้

3. ควรตัดเล็บให้สั้น หลีกเลี่ยงการแกะเกาตุ่มคันสุกใส เพราะนอกจากจะกลายเป็นแผลเป็นที่รักษายากแล้ว ยังทำให้ติดเชื้อ แบคทีเรียที่อยู่ในเล็บและผิวหนังจนเกิดโรคผิวหนังแทรกซ้อนได้ นอกจากนี้เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวอาจแพร่เข้าสู่กระแสเลือดไปยัง อวัยวะต่างๆ เช่นที่ปอดจนเกิดฝีในปอดได้

4. รับประทานอาหารได้ตามปกติ ทั้งเนื้อนมไข่ เพื่อให้ร่างกายเสริมสร้างภูมิต้านทานต่อโรค แต่ควรลดอาหารรสจัดถ้ามีแผลในปาก

5. โดยทั่วไปอาการไข้สุกใสจะค่อยๆ ทุเลาได้เองภายใน 1 ถึง 3 อาทิตย์ ในระยะนี้ให้ระวังโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้เช่น แก้วหู อักเสบ ปอดอักเสบ ตับอักเสบ หรือ ติดเชื้อในสมอง ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดหู หรือไอ หายใจเหนื่อย เจ็บหน้าอก หรือ ตาเหลืองตัว เหลือง (ดีซ่าน) หรือ ปวดศีรษะมาก ซึมลง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาเพิ่มเติม

อันตรายถึงชีวิต

การป้องกัน

1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยโรคสุกใสโดยตรง
2. ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ช้อน จาน ชาม ฯลฯ
3. ควรทำร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
4. ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคสุกใส โดยสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป และฉีดกระตุ้นซ้ำอีกครั้งเมื่อเด็กอายุ 4 ถึง 6 ขวบ ปัจจุบัน มีวัคซีนรวมของสุกใสและหัด หัดเยอรมัน คางทูม ทำให้ถูกฉีดวัคซีนน้อยครั้งลง

 …

วิธีประหยัดแอร์หน้าร้อน แต่บ้านยังเย็นสบาย

วิธีประหยัดแอร์หน้าร้อน แต่บ้านยังเย็นสบาย

วิธีประหยัดแอร์หน้าร้อน แต่บ้านยังเย็นสบาย

แต่บ้านยังเย็นสบาย
การเปิดแอร์ในหน้าร้อนทำให้ค่าไฟยิ่งพุ่งกระฉูด แต่ถ้าไม่เปิดก็คงจะอยู่บ้านไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นมาดูวิธีประหยัดไฟ โดยการลดการใช้แอร์แต่อากาศภายในบ้านก็ยังเย็นสบายไปพร้อม ๆ กันค่ะ

หน้าร้อนทีไรเหงื่อแตกทุกที โดยเฉพาะตอนบิลค่าไฟมาตอนสิ้นเดือน เพราะแพงกว่าค่าไฟปกติหลายพันนัก แต่ถ้าไม่เปิดแอร์ก็คงอยู่ไม่ได้ใช่ไหมละคะ ดังนั้นในวันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอนำ 10 วิธีลดใช้แอร์ในหน้าร้อน แต่อากาศภายในบ้านยังเย็นสบายเหมือนเปิดแอร์ตามปกติมาฝากกัน เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ประหยัดไฟ และหมดกังวลเรื่องค่าไฟที่เพิ่มขึ้นทุกเดือนเสียที

1. ล้างแอร์

เมื่อผ่านการใช้งานไปนาน ๆ แม้จะลดอุณหภูมิแอร์แล้วแต่ก็ยังไม่รู้สึกเย็น นั่นเป็นเพราะว่ามีฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกที่เข้าไปในแอร์ก็สะสมมมากขึ้นเรื่อย ๆ เลยทำให้แอร์จะทำงานหนักขึ้นและกินไฟมากขึ้น ซึ่งสามารถแก้ไขเบื้องต้นได้ด้วยการถอดแผ่นกรองหยาบออกมาทำความสะอาด เพียงเท่านี้ก็ทำให้แอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปล่อยลมเย็นได้เหมือนเดิมแล้ว

2. เพิ่มอุณหภูมิแอร์ตอนกลางคืน

เพราะในตอนกลางคืนเป็นช่วงที่ไม่มีแสงแดด ฉะนั้นอากาศก็จะร้อนน้อยกว่าช่วงกลางวันระดับหนึ่ง การปรับอุณหภูมิแอร์เพิ่มขึ้น 1 องศาในช่วงที่คุณนอนหลับหรือก่อนเข้านอนสัก 1-2 ชั่วโมง ก็จะช่วยประหยัดค่าไฟได้ถึง 10% เลยทีเดียว หรืออีกหนึ่งวิธีก็คือ เลือกใช้ Sleep Mode แอร์จะปรับอุณหภูมิขึ้น 1-2 องศาอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้นอนหลับอย่างสบายและช่วยประหยัดไฟไปพร้อมกัน

3. เปิดพัดลมพร้อมกับเปิดแอร์

อีกหนึ่งทริคการประหยัดแอร์หน้าร้อนก็คือ เปิดพัดลมไล่ความร้อนในห้องก่อนเปิดแอร์สักพัก แล้วค่อยเปิดพัดลมพร้อมกับเปิดแอร์ โดยการเพิ่มอุณหภูมิแอร์ไปที่ 27-28 องศา ก็จะช่วยลดอุณหภูมิลงมาได้อีก 2-3 องศา คราวนี้อากาศในบ้านก็จะเย็นสบายกำลังดีแถมไม่เปลืองไฟอีกต่างหาก

แต่บ้านยังเย็นสบาย

4. ควบคุมชั่วโมงการเปิดแอร์

ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวเสียขนาดนี้ ปิดแอร์แป๊บเดียวก็กลับมาร้อนเหมือนเดิมแน่ ๆ ดังนั้นคงเป็นไปได้ยากถ้าหากจะให้ควบคุมชั่วโมงเปิดแอร์ตอนกลางวัน ฉะนั้นหากอยากประหยัดค่าไฟแนะนำให้ใช้วิธีนี้ในตอนกลางคืน โดยตั้งเวลาปิดแอร์ช่วงตี 2 หรือตี 3 ส่วนก่อนนอนให้เปิดพัดลมทิ้งไว้ด้วย จะได้ไม่ตื่นกลางดึกเพราะต้องลุกขึ้นมาปิดแอร์

5. ปิดแอร์ก่อนออกจากห้อง

ส่วนใหญ่อาจจะเคยชินกับการปิดแอร์ก่อนออกจากห้อง จากนี้ลองเปลี่ยนมาเป็นปิดแอร์ก่อนออกจากห้องประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง หรืออย่างน้อย ๆ สัก 10 นาทีก่อนออกจากห้อง ซึ่งระหว่างนี้ก็ยังสามารถอยู่ในห้องต่อได้อย่างสบาย เพราะยังมีไอความเย็นหลงเหลืออยู่ อีกทั้งยังช่วยประหยัดไฟได้อีกต่างหาก

6. ปิดไฟแล้วเปิดม่านแทน

นอกจากแสงแดดที่ทำให้เกิดความร้อนในบ้านแล้ว แสงไฟจากหลอดไฟก็มีส่วนที่ทำให้บ้านร้อนเหมือนกัน อีกทั้งยังทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้นด้วย ฉะนั้นในตอนกลางวันแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเปิดไฟ แล้วเปลี่ยนไปเปิดหน้าต่างหรือเปิดแค่ผ้าม่านแทน เพื่อให้บ้านสว่างขึ้นแต่ร้อนน้อยลง

7. ใช้เครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่

เครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่จะทำความเย็นเฉพาะจุดหรือพื้นที่ที่ต้องการ ซึ่งจะต่างจากแอร์ตัวใหญ่ที่มีระบบการทำงานแบบกระจายความเย็นทั้งห้อง ทั้งยังใช้ไฟน้อยกว่าแอร์ถึง 50% เลยนะจะบอกให้ หรือใช้พัดลมไอเย็นมาช่วยดับร้อน ถืออีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

8. ไม่นำความชื้นเข้าห้อง

แอร์ใช้พลังงานในการทำความเย็น 30% และอีก 70% เป็นพลังงานสำหรับจำกัดความชื้น ทำให้อากาศในห้องแห้ง ฉะนั้นควรเลี่ยงนำสิ่งของที่มีความชื้นเข้าห้อง เช่น ต้นไม้ หรือผ้าเปียก เป็นต้น

9. ไม่นำของร้อนเข้าห้อง

อุปกรณ์หรือเครื่องครัวต่าง ๆ ที่ทำความร้อน เช่น กระทะไฟฟ้า หม้อต้มสุกี้ ไม่ควรนำมาประกอบอาหารในห้องแอร์ เพราะความร้อนในห้องนั้น ๆ จะสูงขึ้นและทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้น ฉะนั้นจึงควรประกอบอาหารให้เสร็จในครัวหรือพื้นที่อื่น ๆ ที่ไม่ได้เปิดแอร์ดีกว่า

10. ปิดประตูและหน้าต่างให้สนิท

ก่อนจะเปิดแอร์ควรปิดประตูและหน้าต่างในห้องให้สนิท แต่ถ้ามั่นใจว่าปิดดีแล้ว แต่ยังรู้สึกสงสัยว่าทำไมค่าไฟยังแพงอยู่ นั่นอาจเป็นเพราะว่ามีจุดรั่วไหลของแอร์ตามช่องใต้ประตูหรือซอกหน้าต่าง ฉะนั้นควรรีบสำรวจแล้วจัดการปิดรอยรั่วเหล่านั้นซะให้เรียบร้อย

ต่อให้หน้าร้อนจะร้อนอบอ้าวแค่ไหน แต่เราก็สามารถประหยัดค่าไฟได้ด้วยวิธีลดค่าแอร์ช่วงหน้าร้อนเหล่านี้ วิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยลดปริมาณการใช้แอร์ แต่ภายในบ้านยังคงเย็นสบายน่าอยู่เหมือนเดิม…

ลักษณะต้นไม้ตามหลัก ฮวงจุ้ย เลือกแบบไหน ปลูกทิศไหน ได้พลังดีเข้าบ้าน

ลักษณะต้นไม้ตามหลัก ฮวงจุ้ย เลือกแบบไหน ปลูกทิศไหน ได้พลังดีเข้าบ้าน

ลักษณะต้นไม้ตามหลัก ฮวงจุ้ย เลือกแบบไหน ปลูกทิศไหน ได้พลังดีเข้าบ้าน

ลักษณะต้นไม้ตามหลัก
ก่อนอื่นคุณรู้ไหมว่าต้นไม้ต้นไหนให้พลังงานที่ดี และต้นไม้ต้นไหนให้พลังลบกับบ้าน หรือไม่ถูกหลักฮวงจุ้ย ซึ่งต้นไม้ต่างๆ นั้นให้พลังงานที่แตกต่างกัน รวมไปถึงในเรื่องตำแหน่งการวางต้นไม้ก็มีผลต่อฮวงจุ้ยในบ้านและออฟฟิศ

เนื่องจากต้นไม้มีผลต่อหลักฮวงจุ้ย เพราะต้นไม้ทำให้พลังชี่ขับเคลื่อน สิ่งแรกที่สังเกตง่ายๆ ว่าต้นไม้ต้นไหนดีต่อเรื่องฮวงจุ้ยก็คือลักษณะเฉพาะของต้นไม้นั้นๆ อย่างเช่นต้นไผ่ ซึ่งเป็นต้นไม้ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง คราวนี้มาดูกันดีกว่าว่าลักษณะของต้นไม้ที่ดี ส่งเสริมพลังบวกให้กับสถานที่ต่างๆ ต้องมีลักษณะอย่างไรบ้าง

ลักษณะต้นไม้ตามหลัก

ลักษณะต้นไม้ฮวงจุ้ยดี

-ต้นไม้ที่ช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ ต้นไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยฟอกอากาศภายในบ้านหรือในสำนักงานให้อากาศดีขึ้น ถือเป็นต้นไม้ที่ดีตามหลักฮวงจุ้ย ซึ่งก็มีต้นไม้สวยๆ หลายประเภทเข้าข่ายนี้

-ต้นไม้ที่เราเชื่อกันว่าส่งเสริมเรื่องทรัพย์สิน เงินทอง ต้นไม้เหล่านี้ สำหรับศาสตร์ฮวงจุ้ยถือว่าดี

ลักษณะต้นไม้ตามหลัก
ลักษณะต้นไม้ฮวงจุ้ยไม่ดี

-ส่วนใหญ่จะพิจารณาจากรูปร่างของต้นไม้เหล่านั้นเพื่อบ่งบอกว่าฮวงจุ้ยไม่ดี เช่นต้นตะบองเพชรเพราะมีความแหลมคม ตามหลักฮวงจุ้ยถือว่าไม่ดี

ตำแหน่งการวางต้นไม้ที่ดี

สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมจะตั้งประดับต้นไม้ภายในบ้านหรือออฟฟิศคือจุดที่มีองค์ประกอบของธาตุไม้ ทิศที่เหมาะสมคือทิศตะวันออก ทิศตะวันออกเฉียงใต้ และทิศใต้

ส่วนทางทิศเหนือนั้นไม่แนะนำให้ปลูกต้นไม้ หรือวางต้นไม้ไว้เป็นจำนวนมากเช่นเดียวกับทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หรือทิศตะวันตก หากจำเป็นต้องปลูกในทิศเหล่านี้ก็อย่าปลูกมาก ให้มีต้นไม้จำนวนระดับปานกลางจะเหมาะสมกว่า

ตำแหน่งฮวงจุ้ยต้นไม้นั้นขึ้นอยู่กับทิศและธาตุ เมื่อคุณเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มีความสัมพันธ์กัน มันก็จะไม่ใช่เรื่องยากในการหาตำแหน่งและนำต้นไม้มาปลูกในบ้านหรือออฟฟิศเพื่อเสริมเรื่องฮวงจุ้ย…

แมนฯ ซิตี้ ไล่อัด อตาลันต้า 5-1 ขึ้นเป็นจ่าฝูงกลุ่มซี

แมนฯ ซิตี้ ไล่อัด อตาลันต้า 5-1 ขึ้นเป็นจ่าฝูงกลุ่มซี

แมนฯ ซิตี้ ไล่อัด อตาลันต้า 5-1 ขึ้นเป็นจ่าฝูงกลุ่มซี

ขึ้นเป็นจ่าฝูงกลุ่มซี

การแข่งขัน ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กลุ่ม ซี นัดที่ 3 แมนฯ ซิตี้ เปิดบ้านพบกับ อตาลันต้า ทีมจากอิตาลี ที่สนามเอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อคืนวันอังคารที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา

เริ่มเกมมาทั้งสองทีมเปิดเกมแลกกันสนุก แต่ยังไม่มีโอกาสจบสกอร์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย จนเข้านาทีที่ 27 ทีมเยือนมาได้จุดโทษจากจังหวะที่ แฟร์นันดินโญ่ ไปเตะ โยซิป อิลิซิช ล้มลงในเขต และเป็น รุสลัน มาลินอฟสกี้ สังหารเข้าไปไม่พลาดให้ อตาลันต้า ขึ้นนำ 1-0

นาทีที่ 34 เจ้าถิ่นตามตีเสมอ 1-1 ราฮีม สเตอร์ลิง ลากตัดหลังแนวรับก่อนตักให้ เซร์คิโอ อเกวโร่ วิ่งหลุดกับดักล้ำจิ้มลอดขา ปิแอร์ลุยจิ กอลลินี่ ตุงตาข่ายเด็ดขาด

นาทีที่ 37 อันเดรีย มาซิเอลโล่ กองหลังทีมเยือนไปทำฟาวล์ สเตอร์ลิง ล้มลงในเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้ทันทีและเป็น เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงเข้าไปแบบเด็ดขาด แมนฯ ซิตี้ มาได้ประตูแซงนำ 2-1 พร้อมจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาทีที่ 57 เจ้าบ้านประสานงานได้อย่างยอดเยี่ยม เควิน เดอ บรอยน์ ไหลให้ ฟิล โฟเด้น แทงต่อถึง ราฮีม สเตอร์ลิง ซัดโล่งๆ ไม่เหลือ แมนฯ ซิตี้ หนีเป็น 3-1

นาทีที่ 64 เจ้าบ้านลุยต่อ อิลคาย กุนโดกัน จ่ายให้ ราฮีม สเตอร์ลิง แตะหลบแนวรับก่อนยิงยัดเสาแรกเข้าไปอย่างเหนือชั้น แมนฯ ซิตี้ ทิ้งห่างเป็น 4-1

นาทีที่ 69 “เรือใบสีฟ้า” มาได้ประตูทิ้งเป็น 5-1 ริยาด มาห์เรซ เปิดบอลจากฝั่งขวาให้ ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดเดี่ยวเข้าไปแปสวนตัว ปิแอร์ลุยจิ กอลลินี่ ซุกก้นตาข่าย และเป็นแฮตทริกของเจ้าตัว

นาทีที่ 82 เจ้าบ้านต้องมาเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน จากจังหวะที่ ฟิล โฟเด้น ไปทำฟาวล์ด้วยการดึงเสื้อของ มาร์เท่น เดอ รอน ทำให้โดนใบเหลืองที่สอง เป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม

จบเกม แมนฯ ซิตี้ เปิดบ้านแซงเอาชนะ อตาลันต้า 5-1 เก็บ 9 คะแนนเต็ม จากการลงสนาม 3 นัด นำเป็นจ่าฝูงของกลุ่มซี

รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม
แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, โรดรี้ เอร์นานเดซ, แฟร์นันดินโญ่, แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, อิลคาย กุนโดกัน, ฟิล โฟเด้น – ริยาด มาห์เรซ, เซร์คิโอ อเกวโร่, ราฮีม สเตอร์ลิง
อตาลันต้า (3-4-1-2) : ปิแอร์ลุยจิ กอลลินี่ – ราฟาเอล โตลอย, เบรัต ฌิมซิติ, อันเดรีย มาซิเอลโล่ – ติโมธี คาสตานเญ่, มาร์เท่น เดอ รอน, เรโม ฟรอยเลอร์, โรบิน โกเซนส์ – รุสลัน มาลินอฟสกี้, อเลฮานโดร โกเม – โยซิป อิลิซิช
ผู้ตัดสิน : โอเรล กรินเฟลด์ (อิสราเอล)…

เตียงนอน เปลี่ยนชีวิตทั้ง 12 ราศี นอนแล้วดีขึ้นแน่นนอน

เตียงนอน เปลี่ยนชีวิตทั้ง 12 ราศี นอนแล้วดีขึ้นแน่นนอน

เตียงนอน เปลี่ยนชีวิตทั้ง 12 ราศี นอนแล้วดีขึ้นแน่นนอน

เตียงนอน
เตียงนอน เป็นที่ๆ เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยทุกวันไม่ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของชีวิต ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นทิศทางของเตียง ลักษณะเตียงนอน ชุดเครื่องนอน หมอน ผ้าห่ม หรือสิ่งของรอบข้างล้วนส่งพลังต่อเจ้าของเตียง ดังนั้นการเปลี่ยนเตียงนอนธรรมดาให้กลายเป็นเตียงนอนเสริมความปัง ให้เหมาะกับราศีเกิดของตัวเอง

เตียงนอน

กูรูฮวงจุ้ยคนดัง “ดร.คฑา ชินบัญชร” มาไขความลับ ทุกแบบฉบับการนอน ทั้ง 12 ราศี

ชาวราศีมังกร
ราศีแห่งความเฉียบขาด ทรงพลัง ควรเสริมพลังมังกรด้วยโทนสีขาว ครีม ทอง บนเตียงนอนควรมีหมอนหลากหลายแบบที่ให้ความสบายเวลานอนหงาย หรือนอนตะแคง ซึ่งเป็นท่ายามหลับสนิทของหนุ่มสาวชาวมังกร ชุดเครื่องนอนที่ใช้จึงควรให้ความรู้สึกของสัมผัสที่เต็มไปด้วยพลัง มีลวดลายแข็งแกร่งแต่ผสานเนื้อผ้าอันนุ่มนวล

ชาวราศีกุมภ์

ราศีของความอัจฉริยะ นักคิด นักวางแผนแบบนี้เหมาะกับเตียงนอนโลหะ อลูมิเนียม หรือไม้ขึ้นรูป ให้ความนุ่มนวลแต่แข็งแกร่ง และเสริมด้วย สีเขียวทุกเฉด สีส้ม สีอิฐ สีเหลือง ของใบไม้และกลีบดอกไม้หลากสี ในธรรมชาติ หากตกแต่งด้วยชุดเครื่องนอนที่ไร้รอยต่อ เป็นผ้าพิมพ์ลายสีพื้น ให้สัมผัสนุ่มสบาย ช่วยให้หลับลึก และความอัจฉริยะที่มา

พร้อมใบหน้าที่อ่อนเยาว์ยามตื่น ส่งให้ยามนิทราของชาวกุมภ์เต็มไปด้วยช่วงเวลาพิเศษ และสามารถตกแต่งผนังหรือมุมห้อง หรือตู้เสื้อผ้าด้วยลวดลายดอกไม้ หรือท้องฟ้าและปุยเมฆ จะช่วยส่งพลังความรัก และโชคลาภด้วย

ชาวราศีมีน

ราศีที่อ่อนไหวง่าย สายติสท์ อย่าง ชาวราศีมีน สีที่ช่วยส่งเสริมโชคและดึงดูดความสำเร็จให้ คือสีส้ม ม่วง น้ำตาล ทอง หรือโทนสีจัดจ้าน ควรมีหมอนนุ่มๆ ขนาดต่าง ๆ หลายใบวางบนเตียงนอนที่มีความมั่นคง ไม่มีที่ว่างใต้เตียง ชาวมีนชอบห้องนอนที่สะอาด เก็บกวาดง่าย ที่สำคัญห้องนอนแบบนี้ถูกหลักฮวงจุ้ยซะด้วย ตอบโจทย์มากสำหรับการพักผ่อนของชาวราศีมีน และควรมีของตกแต่งที่เกี่ยวกับสายน้ำ ฝูงปลา และทะเล จะช่วยส่งเสริมโชคและดึงดูดความสำเร็จ

ชาวราศีเมษ

ราศีที่ทรงเสน่ห์ ฮอตสุดๆ ถึงกับทำให้ใครหลายคนใจละลายได้เลยทีเดียว แต่มักจะมีปัญหาการนอน จากลักษณะนิสัยที่เป็นคนคิดเยอะคิดมาก จึงต้องการผ้าห่มนวมนุ่มๆ แต่เบาสบาย พร้อมแสงสว่างในห้องนอนที่พอเหมาะ สีที่เหมาะกับชาวเมษคือ สีเทา ดำ ขาว เงิน แดง จะช่วยเสริมการเงินให้มั่งคั่ง และหน้าที่การงานให้มั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งการนอนบนที่นอนที่สามารถรองรับแนวส่วนเว้า ส่วนโค้งได้เป็นอย่างดี จะช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายในยามหลับได้มากขึ้น เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้ชาวเมษหลับง่ายยิ่งขึ้น

ชาวราศีพฤษภ

ราศีที่รักความสุนทรีย์ โรแมนติก อบอุ่น ห้องนอน คือ ที่ปลอดภัยของหนุ่มสาวพฤษภ เตียงนอน ควรเน้นที่เป็นโลหะ ที่นอนหุ้มหนัง ไม่มีพื้นที่ใต้เตียง ผ้าห่มควรหนานุ่ม มีน้ำหนัก จะช่วยทำให้ความรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น สีเอิร์ธโทน สีเขียวทุกเฉดสี สีน้ำตาล ดำ เทา จึงเหมาะกับชาวพฤษภ เพราะจะช่วยเสริมดวงให้คนดี ๆ เข้ามาในชีวิต และหากตกแต่งด้วยชุดเครื่องนอนที่มีเนื้อผ้าคอตต้อน ทอซาติน เพื่อเพิ่มความหรูหราด้วยลวดลายและสีสันสุภาพ และตกแต่งเพิ่มด้วยคริสตัล หรือโมเดลรูปปิระมิด บนโต๊ะข้างเตียง จะยิ่งเสริมพลังและดึงดูดคนดี ๆ ให้กับชาวราศีพฤษภอย่างน่าประหลาดใจ

ชาวราศีเมถุน

ราศีของคนที่มีปฏิภาณไหวพริบดีเยี่ยม แต่โลกส่วนตัวสูงปรี๊ด เหมาะกับสีเหลืองอ่อน เขียว ฟ้า เพื่อสร้างสมดุลให้กับชีวิต ผ้าปูเตียงควรสีสดใส ลายการ์ตูน หรือฮีโร่ตอนเด็กๆ ที่ชื่นชอบ และหมอนหนุน 2-3 ใบ ใช้หนุนศีรษะ ยามนอนอ่านหนังสือ หรือพักผ่อน ควรมีโมบายกระดิ่งลม หรือกล่องดนตรีเสียงสดใส ช่วยเสริมให้หลับฝันดี ทำให้ผิวสัมผัสนุ่มสบาย ช่วยให้การนอนมีประสิทธิภาพเติมเต็มช่วงเวลาพักผ่อนให้มีค่าอย่างเต็มอิ่ม และสร้างสมดุลให้กับชีวิตมากยิ่งขึ้น

ชาวราศีกรกฎ

ราศีของสายซอฟต์ รักสงบ รักครอบครัว จึงเหมาะกับ สีฟ้า สีมุก สีน้ำเงิน สีเทา ที่ช่วยเพิ่มพลังบวก และสร้างแรงบรรดาใจ เพิ่มโอกาส และโชคลาภ ให้กับชาวราศีกรกฎ ธาตุน้ำ ที่รักครอบครัวได้เป็นอย่างดี ส่วนผ้าปูเตียงควรเนื้อละเอียด เช่นแพร ไหมจีน

ชาวราศีสิงห์

เป็นคนรักสนุกและชอบสังคมตัวยงต้องชาวราศีสิงห์เลยล่ะ ห้องนอนจึงควรเป็นโทนสีทอง สีม่วง สีขาวงาช้าง สีน้ำตาลเปลือกไม้โอ๊ค สีส้มอ่อนของท้องฟ้า เพื่อรับอรุณ เสริมพลังอำนาจ ความมั่งคั่ง มั่นคง ให้ชาวสิงห์ประสบความสำเร็จในชีวิต

ชาวราศีกันย์

หนุ่มสาวเจนใหม่ คนทันสมัย นั่นแหละชาวกันย์ สีฟ้าสว่าง เขียว ครีม น้ำตาลอ่อน และขาว สีดูจะถูกโฉลกเป็นมงคลที่สุด ในช่วงเวลานอน ควรมีเครื่องเสียงและลำโพงดีๆ และหมอนรองคอสีโปรด ผ้าห่มนวมเบาสบายลายสวยเนื้อละเอียด 2 ผืน ที่เนื้อผ้าให้สัมผัสนุ่มสบาย จะช่วยเสริมสร้างการนอนให้มีความสุขและรู้สึกได้พลังจากการพักผ่อนอย่างแท้จริง รวมทั้งควรเสริมความปังด้วยการตกแต่งรูปภาพกราฟิก และ ต้นไม้ประดิษฐ์สีเขียว คริสตัลรูปเพชร ที่หัวเตียง คอนเฟิร์มว่าปังชัวร์

ชาวราศีตุลย์

ราศีแห่งความเพอร์เฟคคงต้องยกให้ชาวตุลย์ ห้องนอนที่มีความสมดุล ของโต๊ะข้างเตียง และโคมไฟ ทั้ง 2 ข้าง ปลอกหมอนข้าง หมอนหนุน ผ้าห่ม และผ้าปูเตียง ที่เข้าชุดกัน สีเขียว สีฟ้า สีชมพู สีขาว สีสว่าง จะช่วยเสริมให้ชาวตุลย์มีโชคดีด้านการเงิน และสุขภาพ ดึงดูดคนที่ดีเข้ามาในชีวิต จะส่งเสริมให้การพักผ่อนของชาวตุลย์เป็นห้วงเวลาสุดแสนพิเศษ

ชาวราศีพิจิก

ราศีของคนที่มีพลังในตัวเองสูง ร่าเริงแจ่มใส มุ่งมั่น มั่นใจ อย่างชาวราศีพิจิก เหมาะกับสีเอิร์ธโทน สีดำ เทา ขาว ทอง เงิน และ สี Midnight Blue ท้องฟ้ายามค่ำคืน การเลือกชุดเครื่องนอนจึงควรเลือกผ้าปูที่นอนเส้นใยธรรมชาติ วัสดุจากไหม ฝ้าย มีผิวสัมผัสนุ่มนวลของผ้าทอลาย และควรมีคุณสมบัติพิเศษปกป้องไรฝุ่นและแบคทีเรีย รวมถึงช่วยลดกลิ่นอับ ชาวราศีพิจิก ชอบทำกิจกรรมบนเตียง เพราะฉะนั้นต้องมีหมอนหลายใบเพื่อรองรับในทุกๆ กิจกรรม และที่หนุ่มสาวพิจิกต้องมีในห้องนอนเลยก็คือ แสงนุ่มนวลของโป๊ะไฟตั้งพื้นบริเวณหัวเตียง คริสตัลสีน้ำเงิน เขียว สีใส เสริมพลังด้านความรัก ความอบอุ่น และความโชคดี ให้มีความโดดเด่นในหน้าที่การงาน มีผู้ใหญ่สนับสนุน

ชาวราศีธนู

นักสะสมตัวยง และนักปรัชญาที่ฉลาดเป็นกรด ชาวราศีธนู แม้ภายนอกดูเข้มแข็ง แต่จิตใจอ่อนโยน กองหมอนนุ่มๆ และผ้าห่มโทนสีอบอุ่น น้ำตาล สีเบจ แดงกำมะหยี่ สีเทาควันบุหรี่ ฟ้า ม่วง จะเสริมพลังแห่งความรัก เงินทอง โชคลาภ ความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน การเลือกเตียงนอนที่มีคุณสมบัติที่ดี 3 ส่วน คือ 1.สปริง 2.ระบบป้องกันของขอบที่นอน 3.ชั้นวัสดุรองรับ จะช่วยเสริมให้การนอนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญควรมีโต๊ะข้างเตียงมีลักษณะเป็นตู้ มีลิ้นชัก จะช่วยเพิ่มพลังบวกได้อีกด้วย

สายมู (เตลู) ที่กำลังมองหาไอเดียในการเลือกเตียงและ ตกแต่งห้องนอนให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยก็ลองนำไอเดียเลือกเตียงนอน เครื่องนอนตามราศีเกิดไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจซื้อดูนะคะ…